วิธีเด็ดเฮจินี่ ปั้นลูกฉลาดทางอารมณ์ด้วยคอนเทนต์สุดสร้างสรรค์

webmaster

헤이지니와 감성 교육 콘텐츠 - **Prompt:** A heartwarming scene featuring a Thai mother, in her late 20s, and her young son, around...

สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่และเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกันนะคะว่าการเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลที่อะไรๆ ก็ไปเร็วไปหมดเนี่ยมันท้าทายจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการปลูกฝังอารมณ์และจิตใจให้ลูกๆ เติบโตอย่างเข้มแข็ง มีความสุข และเข้าใจโลกได้ดี นี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะจากที่ได้เห็นเทรนด์ใหม่ๆ และจากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ หรือ EQ ให้กับเด็กๆ กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในหมู่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ในบ้านเราเลยค่ะ เพราะเรารู้ดีว่าแค่เรื่องวิชาการอย่างเดียวคงไม่พอแล้วในยุคนี้ เราอยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และรู้จักสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ผ่านสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการเลี้ยงดูแบบเดิมๆ ที่เน้นระเบียบวินัยมากกว่าความรู้สึกนะคะบอกเลยว่าการเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมนี่สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพื่อให้ลูกของเราได้ประโยชน์สูงสุดและสนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมกันเอาล่ะค่ะ ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!

สร้างสมดุลอารมณ์ลูกรักในโลกดิจิทัล

헤이지니와 감성 교육 콘텐츠 - **Prompt:** A heartwarming scene featuring a Thai mother, in her late 20s, and her young son, around...

ทำไมต้องรู้จักอารมณ์ตัวเองก่อน?

ฉันเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “ก่อนจะรักคนอื่น ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน” ใช่ไหมคะ? เช่นกันค่ะ ก่อนที่เราจะสอนให้ลูกเข้าใจโลก เข้าใจคนอื่น สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ลูกรู้จักและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองก่อนค่ะ เมื่อลูกรู้ว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอะไร เศร้า โกรธ ดีใจ หรือผิดหวัง เขาจะสามารถจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการระบายออกมาอย่างถูกวิธี หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ การที่เราเป็นพ่อแม่จะช่วยให้ลูกสะท้อนและเข้าใจความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้น ฉันเองก็เคยสังเกตลูกสาวค่ะ เวลาเธอหงุดหงิดเพราะเล่นเกมไม่ได้ดั่งใจ แทนที่จะต่อว่า ฉันจะค่อยๆ ถามว่า “หนูรู้สึกโมโหใช่ไหมลูก?

เพราะอะไรเอ่ย?” แค่คำถามง่ายๆ แบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเริ่มคิดและเชื่อมโยงกับความรู้สึกภายในได้แล้วค่ะ ยิ่งลูกเข้าใจตัวเองได้เร็วเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงทางอารมณ์ได้เท่านั้นนะคะ

สื่อดิจิทัลช่วยให้ลูกเข้าใจความรู้สึกได้จริงหรือ?

แน่นอนว่าได้ค่ะ! ในยุคนี้มีคอนเทนต์ออนไลน์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยพัฒนา EQ ให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะเลยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น นิทานแอนิเมชันเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์ เกมที่ให้เด็กๆ ได้ลองสวมบทบาทต่างๆ หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สื่อถึงอารมณ์หลากหลาย พ่อแม่สามารถใช้สื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสนทนากับลูกได้ค่ะ เช่น หลังจากดูการ์ตูนเรื่องหนึ่งจบ ลองถามลูกดูว่า “ตัวละครนี้เขารู้สึกอย่างไรนะตอนนั้น?

ถ้าเป็นหนู หนูจะทำยังไง?” การตั้งคำถามปลายเปิดแบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกคิดวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นออกมา ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเองและผู้อื่นไปในตัวค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องร่วมดูและพูดคุยกับลูกด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ลูกดูไปคนเดียว เพราะบทสนทนาหลังจากการรับชมต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้าง EQ ให้กับลูกรักของเราค่ะ

สร้างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นผ่านโลกออนไลน์…ทำได้จริงหรือ?

Advertisement

จากหน้าจอสู่ใจ…ลูกเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร?

หลายคนอาจจะมองว่าโลกออนไลน์ทำให้เด็กๆ แยกตัวออกจากสังคมจริง แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเลือกใช้ให้ถูกทาง สื่อดิจิทัลก็เป็นช่องทางที่ดีเยี่ยมในการสอนเรื่องความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ให้กับลูกได้เลยนะคะ ฉันเห็นยูทูบเบอร์เด็กหลายคนทำคลิปเกี่ยวกับการแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือแม้แต่การรณรงค์เพื่อสังคม ซึ่งคลิปเหล่านี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกของเราได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น และตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ค่ะ เวลาดูคลิปพวกนี้ด้วยกัน ลองชวนลูกคุยถึงสิ่งที่ตัวละครหรือคนที่อยู่ในคลิปกำลังเผชิญอยู่ เช่น “ถ้าหนูเป็นน้องคนนั้น หนูจะรู้สึกยังไงนะ?” หรือ “เราจะช่วยเขายังไงได้บ้าง?” คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ลูกได้ฝึกจินตนาการและเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเห็นอกเห็นใจค่ะ ไม่ใช่แค่ดูผ่านๆ ไปนะคะ แต่ต้องมีช่วงเวลาให้ลูกได้คิด ได้ซึมซับด้วยค่ะ

ชวนลูกวิเคราะห์สถานการณ์จากเรื่องราวที่ดู

การวิเคราะห์สถานการณ์จากสิ่งที่ลูกดู เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมในการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ การ์ตูน หรือภาพยนตร์สำหรับเด็ก มักจะมีพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น มีตัวละครที่มีมิติ และเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ลองให้ลูกสังเกตท่าทาง สีหน้า แววตา ของตัวละคร แล้วให้ลูกลองทายดูว่าตัวละครกำลังรู้สึกอะไรอยู่ หรือทำไมถึงแสดงออกอย่างนั้น การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ลูกสามารถ “อ่านใจ” คนอื่นได้ดีขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริงค่ะ อย่างลูกชายฉันเองก็ชอบดูการ์ตูนแนวผจญภัยที่ตัวละครต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ฉันก็จะถามเขาเสมอว่า “ทำไมเพื่อนๆ ถึงต้องช่วยกันนะ?” หรือ “ถ้ามีเพื่อนคนหนึ่งไม่สบายใจ เราจะทำยังไง?” การตั้งคำถามเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์และเข้าใจสถานการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นค่ะ ทำให้การดูสื่อไม่เป็นแค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตด้วย

เลือกคอนเทนต์อย่างไรให้ลูกได้ EQ ไม่ใช่แค่ความสนุก

คอนเทนต์แบบไหนที่เหมาะกับช่วงวัยของลูก

การเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะคะ เพราะเด็กแต่ละช่วงวัยมีการรับรู้และพัฒนาการทางอารมณ์ที่แตกต่างกันค่ะ สำหรับเด็กเล็ก วัยก่อนอนุบาล ควรเน้นคอนเทนต์ที่เน้นเรื่องพื้นฐาน เช่น การรู้จักอารมณ์พื้นฐาน (ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) การแบ่งปัน และการช่วยเหลือ เช่น การ์ตูนที่มีตัวละครน่ารักๆ แสดงอารมณ์ชัดเจนและมีเนื้อหาสอนใจง่ายๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ช่วงวัยประถม เราสามารถเริ่มให้ลูกดูคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด มีการแก้ไขปัญหา มีความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ และมีการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ เพื่อให้ลูกได้ฝึกคิดและวิเคราะห์ค่ะ อย่างลูกสาวฉันที่กำลังเข้าวัยประถมปลาย ฉันก็เริ่มเปิดโลกให้เธอได้ดูสารคดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือเรื่องราวของคนที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อให้เธอได้เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมค่ะ ที่สำคัญคือต้องไม่ใช่คอนเทนต์ที่เน้นความรุนแรงหรือภาษาหยาบคายนะคะ

สังเกตปฏิกิริยาของลูกหลังดูคอนเทนต์

หลังจากที่ลูกดูคอนเทนต์จบแล้ว สิ่งที่เราไม่ควรละเลยเลยคือการสังเกตปฏิกิริยาของลูกค่ะ ลูกมีท่าทีอย่างไรบ้าง? ดูมีความสุข สนุกสนาน หรือดูหงุดหงิด ไม่สบายใจ?

บางครั้งคอนเทนต์บางอย่างอาจจะกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างในตัวลูกที่เราเองก็คาดไม่ถึง การที่ลูกซึมเศร้า หรือแสดงพฤติกรรมเลียนแบบที่ไม่เหมาะสมหลังจากดูคอนเทนต์บางประเภท อาจเป็นสัญญาณว่าคอนเทนต์นั้นไม่เหมาะกับลูกค่ะ ฉันเองเคยให้ลูกดูการ์ตูนที่เพื่อนแนะนำว่าดี แต่พอดูจบลูกกลับมีท่าทีซึมๆ ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ พอถามดูก็ได้รู้ว่าลูกสงสารตัวละครตัวหนึ่งมากๆ และยังกังวลกับเรื่องราวในเรื่องอยู่ เลยต้องคุยปรับความเข้าใจกันและเปลี่ยนไปดูอะไรที่สบายใจขึ้นค่ะ การสังเกตและพูดคุยจะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกของลูกได้ดีขึ้น และช่วยให้เราคัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมออกไปได้ค่ะ

กิจกรรมง่ายๆ เสริมนอกจอ…เติมเต็ม EQ ให้ลูกรัก

เล่นนอกบ้าน เสริมทักษะทางสังคม

ใช่ค่ะ! โลกดิจิทัลสำคัญ แต่โลกแห่งความจริงนอกจอก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ การให้ลูกได้ออกไปเล่นนอกบ้าน ได้วิ่งเล่นในสนาม ได้เจอเพื่อนๆ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกทักษะทางสังคมและ EQ ที่แท้จริงค่ะ เมื่อลูกได้เล่นกับเพื่อนๆ เขาจะได้เรียนรู้การรอคอย การแบ่งปัน การเจรจาต่อรอง การแก้ไขความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตค่ะ อย่างลูกชายฉันที่เป็นเด็กค่อนข้างเก็บตัว พอได้ออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ที่สวนสาธารณะ เขาก็เริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น มีความสุขกับการได้วิ่งเล่น และเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น การที่ลูกได้สัมผัสกับธรรมชาติ ได้ออกกำลังกาย ยังช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลที่อาจเกิดจากการใช้หน้าจอมากเกินไปได้อีกด้วยนะคะ ลองจัดสรรเวลาให้ลูกได้มีกิจกรรมนอกบ้านอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าได้ประโยชน์ทั้งร่างกายและจิตใจเลยค่ะ

สร้างสรรค์งานศิลปะ…ระบายความรู้สึก

งานศิลปะไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ เป็นช่องทางที่ยอดเยี่ยมให้ลูกได้แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกที่อยู่ภายในใจได้อย่างอิสระค่ะ บางครั้งเด็กๆ อาจจะยังไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายความรู้สึกที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด แต่พวกเขาสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นลงบนงานศิลปะได้ค่ะ ลองจัดมุมเล็กๆ ในบ้านให้เป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ มีอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น กระดาษ สีเทียน สีไม้ ดินน้ำมัน ให้ลูกได้สร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการของตัวเอง ฉันเองก็เคยสังเกตลูกสาวค่ะ เวลาเธอเครียดหรือหงุดหงิดจากการเรียน เธอจะชอบมาวาดรูป พอได้วาดรูปเสร็จ เธอก็จะดูผ่อนคลายและสบายใจขึ้นมากค่ะ หลังจากนั้นก็ลองชวนลูกคุยถึงผลงานที่เขาทำ “รูปนี้หนูกำลังวาดอะไรอยู่?

ทำไมถึงใช้สีนี้?” การพูดคุยจะช่วยให้ลูกได้อธิบายความรู้สึกผ่านงานศิลปะ และเราเองก็ได้เข้าใจโลกภายในของลูกมากขึ้นด้วยค่ะ

Advertisement

เมื่อลูกเจออารมณ์ลบในโซเชียล…พ่อแม่จะช่วยได้อย่างไร?

헤이지니와 감성 교육 콘텐츠 - **Prompt:** Two Thai children, a girl aged 8 and a boy aged 9, joyfully playing soccer in a vibrant,...

เข้าใจความรู้สึกของลูก ไม่ตัดสิน

โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างก็จริง แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางอารมณ์เช่นกันค่ะ บางครั้งลูกอาจจะไปเจอคอมเมนต์ที่ไม่ดี คำพูดที่รุนแรง หรือภาพที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกได้ เมื่อลูกมาปรึกษาหรือแสดงอาการไม่สบายใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังอย่างตั้งใจและเข้าใจความรู้สึกของลูกค่ะ อย่าเพิ่งตัดสินหรือตำหนิลูกว่า “ทำไมถึงไปดูอะไรแบบนั้น” หรือ “แค่นี้เองทำไมต้องคิดมาก” เพราะนั่นจะทำให้ลูกไม่กล้ามาปรึกษาเราอีกในอนาคตค่ะ ลองถามลูกว่า “หนูรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้?” “มันทำให้หนูไม่สบายใจใช่ไหม?” การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและอยู่ข้างๆ ลูก จะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะเปิดใจระบายความรู้สึกออกมาค่ะ ฉันเองเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกชายโดนเพื่อนในเกมออนไลน์พูดจาไม่ดีใส่ ตอนแรกเขาก็ดูซึมๆ ฉันก็เลยเข้าไปกอดแล้วบอกว่า “แม่เข้าใจนะว่าหนูเสียใจ” แค่นั้นเขาก็ร้องไห้ออกมาและเล่าทุกอย่างให้ฟังค่ะ

สอนให้ลูกรับมือกับคอมเมนต์แย่ๆ

หลังจากที่ลูกได้ระบายความรู้สึกออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสอนให้ลูกรู้จักวิธีรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างสร้างสรรค์ค่ะ สิ่งแรกที่เราควรสอนลูกคือ “ไม่ใช่ทุกคอมเมนต์ที่เราต้องเก็บมาใส่ใจ” และ “คำพูดแย่ๆ ของคนอื่น ไม่ได้สะท้อนว่าเราเป็นคนไม่ดี” ลองยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ลูกฟังและลองหาทางออกร่วมกัน เช่น ถ้าเจอคนพูดไม่ดี เราควรบล็อก หรือรายงาน (report) ผู้ใช้งานคนนั้น หรือถ้าเป็นเพื่อนที่รู้จักกัน ก็อาจจะลองพูดคุยกันด้วยเหตุผล หรือปรึกษาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ การสอนให้ลูกรู้จักปกป้องตัวเองในโลกออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ พ่อแม่ควรให้คำแนะนำที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การที่เราเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และมีมารยาท ก็เป็นการสอนลูกทางอ้อมที่ดีที่สุดค่ะ ลูกจะซึมซับและเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำค่ะ

สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล…ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย

Advertisement

สร้างเกราะป้องกันให้ลูกในโลกออนไลน์

ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ต การมี “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ให้กับลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การสอนเรื่องความปลอดภัยจากการหลอกลวงหรือการถูกล่อลวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ด้วยค่ะ เราควรสอนให้ลูกตระหนักว่าสิ่งที่เห็นในโซเชียลมีเดียอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด บางคนอาจจะแสดงออกในสิ่งที่ดูดีเกินจริง หรือบางภาพอาจถูกตกแต่งมาแล้ว เพื่อให้ลูกไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจนเกิดความรู้สึกด้อยค่าหรือไม่มีความสุขค่ะ ฉันมักจะย้ำกับลูกๆ เสมอว่า “ชีวิตจริงสำคัญที่สุด สิ่งที่เห็นในจอเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น” การสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะและคิดวิเคราะห์ข้อมูล จะช่วยให้พวกเขามีเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่ดีเยี่ยมในโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนนี้ค่ะ

สอนเรื่องการคิดวิเคราะห์สื่ออย่างรอบคอบ

การคิดวิเคราะห์สื่อ (Media Literacy) เป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ยุคดิจิทัลต้องปลูกฝังให้ลูกค่ะ โดยเฉพาะในยุคที่มีข่าวปลอม (Fake News) หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เราควรสอนให้ลูกตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ เช่น “แหล่งข่าวนี้มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?” “มีข้อมูลอื่นที่สนับสนุนเรื่องนี้ไหม?” “มีเจตนาอะไรแอบแฝงในการนำเสนอข้อมูลนี้หรือเปล่า?” การฝึกตั้งคำถามเหล่านี้จะช่วยให้ลูกไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นค่ะ ลองใช้เวลาพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับข่าวสารที่กำลังเป็นกระแส หรือเรื่องที่ลูกสนใจ แล้วชวนกันหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง เพื่อฝึกให้ลูกได้เปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองค่ะ นี่แหละค่ะคือการสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

เคล็ดลับการพูดคุยกับลูกเรื่องอารมณ์ในยุคดิจิทัล

เปิดใจคุยกันอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดในการเสริมสร้าง EQ ให้กับลูกในยุคดิจิทัลคือการ “สื่อสาร” ค่ะ การเปิดใจพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องใหญ่ๆ ที่ลูกกำลังเผชิญอยู่ จะช่วยสร้างความผูกพันและความไว้วางใจระหว่างเรากับลูกได้เป็นอย่างดีค่ะ พยายามสร้างบรรยากาศที่ลูกรู้สึกสบายใจที่จะเล่าทุกเรื่องให้ฟัง โดยที่เราไม่ตัดสินหรือตำหนิลูกค่ะ อาจจะเป็นช่วงเวลาอาหารเย็นก่อนนอน หรือระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน การพูดคุยเรื่องอารมณ์อาจจะเริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น “วันนี้โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?” “มีอะไรที่ทำให้หนูสนุก หรือไม่สบายใจบ้างไหม?” การถามคำถามปลายเปิดจะช่วยให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างอิสระค่ะ ฉันเองก็พยายามหาเวลาคุยกับลูกในทุกๆ วัน อย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีแม่คอยรับฟังเสมอค่ะ

ใช้สื่อดิจิทัลเป็นสะพานเชื่อมบทสนทนา

หลายคนอาจจะมองว่าสื่อดิจิทัลเป็นกำแพงที่ทำให้พ่อแม่กับลูกห่างกัน แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถใช้มันเป็น “สะพาน” เชื่อมบทสนทนากับลูกได้นะคะ แทนที่จะห้ามลูกดูหรือเล่นสื่อดิจิทัลไปเลย ลองเปลี่ยนมาเป็น “ร่วมดูและร่วมเล่น” กับลูกดูค่ะ เมื่อลูกดูยูทูบหรือเล่นเกม เราสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมกับลูกได้ ถามถึงสิ่งที่เขากำลังดูหรือเล่นอยู่ “เกมนี้เล่นยังไงนะ?” “ตัวละครตัวนี้ทำอะไรอยู่?” “ทำไมถึงเลือกตัวนี้ล่ะ?” คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราได้เรียนรู้โลกของลูก และเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาดีๆ ที่ตามมาค่ะ นอกจากนี้ การเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมแล้วนั่งดูด้วยกัน ก็ยังช่วยให้เราสามารถสอดแทรกคำสอนหรือแนวคิดต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ลูกได้รับประโยชน์จากการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเต็มที่ และยังคงมีความผูกพันกับพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ

ประเภทกิจกรรม จุดเด่น ข้อควรระวัง ตัวอย่าง
คอนเทนต์ออนไลน์
  • เข้าถึงง่าย หลากหลาย
  • กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยภาพและเสียง
  • สอนเรื่องราวซับซ้อนผ่านอนิเมชัน
  • เลือกให้เหมาะสมกับวัย
  • จำกัดเวลาหน้าจอ
  • พ่อแม่ควรอยู่ร่วมด้วย
  • นิทานแอนิเมชันสอน EQ
  • เกมบทบาทสมมติ
  • สารคดีสำหรับเด็ก
กิจกรรมออฟไลน์
  • เสริมทักษะทางสังคมโดยตรง
  • พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  • ลดความเครียดจากการใช้จอ
  • ต้องใช้เวลาและพื้นที่
  • บางกิจกรรมอาจต้องมีผู้ดูแล
  • เน้นความหลากหลาย
  • เล่นกีฬา/กิจกรรมกลางแจ้ง
  • งานศิลปะ (วาด ปั้น ประดิษฐ์)
  • บอร์ดเกม/เล่นบทบาทสมมติ

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าโพสต์วันนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นนะคะว่าการเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ให้กับลูกๆ ในยุคดิจิทัลนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเลยค่ะ แค่เราใส่ใจ คอยสังเกต และใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกันกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากคอนเทนต์ดีๆ บนโลกออนไลน์ และกิจกรรมสนุกๆ นอกจอ เท่านี้เราก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแกร่งให้กับลูกรัก ให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และมีความสุขในแบบที่เขาเป็นได้อย่างแน่นอนค่ะ ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และปรับตัวอยู่ทุกวันเหมือนกันนะคะ เพราะโลกของเด็กๆ ไม่เคยหยุดนิ่งเลยค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. กำหนดเวลาหน้าจอที่เหมาะสมกับวัยของลูก และอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจ เพื่อให้เขารู้จักบริหารเวลาและมีความรับผิดชอบค่ะ

2. ร่วมดูและพูดคุยเกี่ยวกับคอนเทนต์ดิจิทัลไปพร้อมกับลูก เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาและสอดแทรกคำสอนอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

3. ส่งเสริมกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเล่นกีฬา งานศิลปะ หรือการพบปะเพื่อนฝูง เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการใช้หน้าจอได้ดีค่ะ

4. สอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อออนไลน์ รวมถึงวิธีรับมือกับคอมเมนต์แย่ๆ หรือข่าวปลอม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้ลูกค่ะ

5. เปิดใจรับฟังลูกเสมอเมื่อเขาเผชิญปัญหาทางอารมณ์จากโลกออนไลน์ ไม่ตัดสินหรือตำหนิ แต่ให้กำลังใจและชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะปรึกษาเราค่ะ

중요 사항 정리

ในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ คุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น “โค้ช” ที่จะช่วยนำทางให้ลูกเรียนรู้ที่จะเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง รวมถึงการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นรากฐานของการมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การสร้างสมดุลระหว่างการใช้สื่อดิจิทัลและกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง การเลือกคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข มีความมั่นคงทางอารมณ์ และสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจค่ะ อย่าลืมว่าทุกสิ่งต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจจากคุณพ่อคุณแม่นะคะ การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตและแสดงออกทางอารมณ์ ก็เป็นสิ่งที่ลูกจะซึมซับและนำไปปรับใช้ได้ดีที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: EQ คืออะไรกันแน่คะ แล้วทำไมยุคนี้มันถึงสำคัญนัก เห็นพูดถึงกันเยอะเลย?

ตอบ: สวัสดีค่ะคุณแม่ คำถามนี้เป็นสิ่งที่ฉันได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะ เพราะคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างเราใส่ใจเรื่องนี้กันจริงๆ EQ หรือที่เรียกกันเต็มๆ ว่า Emotional Quotient เนี่ย มันก็คือความฉลาดทางอารมณ์นั่นเองค่ะคุณแม่ คือไม่ได้เน้นแค่ว่าลูกเราจะเก่งเลข เก่งภาษาอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง จัดการกับมันได้ดี แถมยังเข้าใจอารมณ์ของคนรอบข้าง และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วยค่ะถามว่าทำไมยุคนี้ถึงสำคัญนัก?
โห…บอกเลยว่าสำคัญสุดๆ ค่ะ! จากประสบการณ์ส่วนตัวและที่ได้เห็นมานะคะ โลกสมัยนี้เปลี่ยนเร็วมากค่ะคุณแม่ ลูกๆ ของเราต้องเจออะไรที่ซับซ้อนกว่าที่เราเคยเจอเยอะ ทั้งโลกโซเชียลที่มีทั้งด้านดีและด้านที่อาจจะบั่นทอนจิตใจ การแข่งขันในชีวิตที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ถ้าลูกเรามี EQ ที่ดี เขาจะเหมือนมีเกราะป้องกันใจที่แข็งแรงค่ะ เขาจะรับมือกับความผิดหวังได้ ไม่ท้อถอยง่ายๆ รู้จักแก้ไขปัญหาเมื่อเจออุปสรรค และยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ และคนในครอบครัวได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่จะนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จและความสุขในชีวิตได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนอย่างเดียวแน่นอนค่ะ

ถาม: แล้วคุณพ่อคุณแม่แบบเราจะช่วยลูกๆ พัฒนา EQ ได้ยังไงบ้างคะ ในเมื่อรอบตัวเขามีแต่สื่อดิจิทัลเต็มไปหมดเลย?

ตอบ: โอ๊ยยย…คำถามนี้โดนใจคุณแม่มากๆ ค่ะ เพราะฉันเองก็เผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกันเลย ลูกเราโตมากับหน้าจอจริงๆ ใช่ไหมคะ แต่นี่แหละค่ะคือโอกาสที่เราจะใช้สื่อดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ได้ค่ะ!
จากที่ฉันได้ลองทำมากับลูกๆ นะคะ สิ่งแรกเลยคือ “พูดคุย” ค่ะคุณแม่ เวลาลูกดูการ์ตูน เล่นเกม หรือเจออะไรบนโลกออนไลน์ เราลองใช้เวลาตรงนั้นมาคุยกันค่ะ เช่น “ตัวละครนั้นเขารู้สึกยังไงนะลูกตอนที่โดนเพื่อนแกล้ง?” หรือ “ถ้าลูกเป็นตัวละครตัวนั้น ลูกจะทำยังไง?” การชวนคุยแบบนี้จะช่วยให้ลูกได้คิด ได้ทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวละครและเชื่อมโยงมาสู่ความรู้สึกของตัวเองค่ะอีกอย่างคือ “การเลือกคอนเทนต์” ค่ะ ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันหรือรายการสำหรับเด็กดีๆ เยอะมากที่สอดแทรกเรื่องราวของการแสดงออกทางอารมณ์ การแก้ปัญหา หรือการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ลองเลือกที่เหมาะกับวัยและพฤติกรรมของลูกดูนะคะ และที่สำคัญที่สุดคือ “เป็นตัวอย่างที่ดี” ค่ะคุณแม่ ลูกมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของเราเสมอ ถ้าเราเองแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความโกรธ หรือความเสียใจ และจัดการกับมันได้ดี ลูกก็จะซึมซับและเรียนรู้จากเราไปเองค่ะ สื่อดิจิทัลเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่การปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญ

ถาม: มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างไหมคะที่คุณพ่อคุณแม่มักจะเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว เวลาพยายามสอนเรื่อง EQ ให้ลูกๆ เนี่ย?

ตอบ: แหม…คำถามนี้โดนใจอีกแล้วค่ะคุณแม่! เพราะเอาเข้าจริงไม่มีใครเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่สมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เราเองก็มีเผลอไปบ้างเหมือนกัน จากประสบการณ์ตรงนะคะ สิ่งที่ฉันคิดว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคน (รวมถึงตัวฉันเองในบางครั้ง) อาจจะเผลอทำไปโดยไม่ตั้งใจก็คือ “การปฎิเสธหรือลดทอนความรู้สึกของลูก” ค่ะคุณแม่เวลาลูกร้องไห้ เสียใจ หรือโกรธ แทนที่เราจะบอกว่า “ไม่เห็นมีอะไรต้องร้องเลย” หรือ “แค่นี้เองไม่ต้องโกรธหรอก” การพูดแบบนี้มันเหมือนเป็นการบอกลูกกลายๆ ว่าสิ่งที่เขารู้สึกมัน “ผิด” หรือ “ไม่สำคัญ” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ!
ทุกความรู้สึกของลูกมีค่าและเป็นเรื่องจริงสำหรับเขาเสมอสิ่งที่ควรทำคือ “ยอมรับความรู้สึก” นั้นก่อนค่ะ เช่น “แม่เข้าใจนะว่าลูกเสียใจที่ไม่ได้ของเล่น” หรือ “พ่อรู้ว่าลูกโกรธที่เพื่อนแกล้ง” การยอมรับแบบนี้จะทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงอารมณ์ออกมา และเมื่อเขารู้สึกว่าเราเข้าใจแล้ว เราค่อยๆ สอนเขาถึงวิธีการจัดการกับอารมณ์นั้น หรือชวนเขาหาวิธีแก้ไขปัญหาต่อไปค่ะ อย่าลืมว่าการสอน EQ ไม่ใช่การห้ามไม่ให้ลูกรู้สึกอะไร แต่เป็นการสอนให้เขารู้จักและจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ต่างหากค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement